
น้ำผึ้งสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการอักเสบและชะลอความเสื่อมของเซลล์
น้ำผึ้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ขึ้นอยู่กับแหล่งดอกไม้ที่ผึ้งไปเก็บน้ำหวานมา
กินน้ำผึ้งให้เป็นยา ไม่ใช่สารเสพติดถึงก่อให้เกิดไขมัน กินในปริมาณน้อยให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล แถมเผาผลาญเลย ไม่ต้องมีกระบวนการริการเผาผลาญจึงไม่ก่อให้เกิดไขมันสะสม #faos
ความหวานจากน้ำผึ้งแม้ใส่เพียงเล็กน้อยก็ได้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติ จึงไม่จำเป็นต้องใส่ในปริมาณที่มากเท่าน้ำตาล ในน้ำผึ้งม่มีน้ำตาลซูโครส (Sucrose) กระตุ้นอินซูลินสูง: ร่างกายย่อยซูโครสได้เร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Spike) กระตุ้นให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมาจำนวนมากเพื่อจัดการน้ำตาล
ไขมันพอกตับ: ส่วนประกอบที่เป็นฟรุกโตสจะถูกส่งไปเผาผลาญที่ตับโดยตรง หากร่างกายได้รับมากเกินความจำเป็น ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินนี้ให้กลายเป็นไขมัน (Triglycerides) สะสมในตับและตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เพิ่มความดันโลหิต: การบริโภคน้ำตาลซูโครสในปริมาณสูงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิตและการอักเสบในร่างกาย
ฟันผุ: ซูโครสเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะสร้างกรดมากัดกร่อนสารเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ
ผิวพรรณ: ทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และอาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว หรือเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้
ส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที ฟรักโทส (Fructose): พบมากที่สุดประมาณ 38-50%กลูโคส (Glucose): ประมาณ 30-36%ซูโครส (Sucrose): มีในปริมาณน้อยมาก (ไม่เกิน 5%)
สารต้านอนุมูลอิสระ: เช่น ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และกรดฟีนอลิก (Phenolic acids) ช่วยลดการอักเสบและชะลอความเสื่อมของเซลล์เอนไซม์: เช่น อินเวอร์เทส (Invertase) ช่วยย่อยน้ำตาล และกลูโคสออกซิเดส (Glucose oxidase) ซึ่งช่วยสร้างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกรดอินทรีย์: เช่น กรดกลูโคนิก (Gluconic acid) ซึ่งทำให้น้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ (pH ประมาณ 3.4-6.1) ช่วยป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์
ข้อแนะนำเพิ่มเติม เนื่องจากน้ำผึ้งมี ฟรุกโตส สูงมาก ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรบริโภคอย่างระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

Bình luận
Chia sẻ ý kiến của bạn về bài viết này